วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

การวางแผนในอนาคต


อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
น้อยคนนะที่จะคาดการณือนาคตได้ มีแต่หมอดูและผู้มีญาณเท่านั้นที่จะมองเห็นมั้ง อันนี้ไม่รู้
อนาคตเป็นสิ่งที่หลายๆคนคาดหวัง อนาคตของคนเราส่วนใหญ่แล้วมันก็เกืดมาจากจินตนาการที่สดใสสวยงามนั่นเอง
ไม่มีใครล่วงรู้อนาคต...แต่มีมีหลายคนไม่น้อยที่สามารถกำหนดอนาคตของเขาได้ โดยค่อยๆ ปรับแต่ง ปรับโครงแก้ไขให้เป็นไปตามรูปทรงที่ต้องการ
อนาคตของฉันมันไม่ธรรมดาแน่ๆๆ (ฉันคิดเอง) หรือมันอาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น (ฉันไม่สนใจ) เพราะมันคืออนาคตของฉัน ฉันจะไม่ยอมให้ใครมากำหนด หรือเลือกทางให้ฉัน
คงต้องยอมรับว่าฉันเองอยู่ได้ก็เพราะคำว่าอนาคต ดูๆไปมันคงไม่ต่างจากฝันเท่าไรหรอก เพราะอนาคตคือสิ่งที่ฉันฝันถึง
อนาคตฉันก็ยังอยากเป็นคนธรรมดา ไม่ต้องเป็นมหาเศรษฐี มีรถหลายคัน มีบ้านหลังใหญ่ หรือมีคนใช้ คนรถ อย่างนี้ก็ไม่เอาดีกว่า ฉันขอเป็นคนธรรมดา อันที่จริงมีความฝันที่แสนธรรมดา แต่คุณค่าย่งใหญ่มาก และมีหลายความฝัน
ในอนาคตฉันอยากทำอะไรหลายๆอย่าง หลายๆอาชีพ ที่คนเค้าทำกัน อย่างเช่น ขายกับข้าว เปิดร้านซักรีด เปิดห้องเสื้อ เปิดผับเปิดบาร์ หรือแม้กระทั่งหาของป่ามาขาย ก็อยากลองทำดูเหมือนกัน เรียกได้เกิดมาทั้งทีต้องทำให้คุ้ม
แหม...ก็พูดเกินจริง คนอะไรจะทำได้หลายๆอย่างไม่ใช่ยอดมนุดเสะหน่อย แค่เรียนให้จบก็ยากจะตายชัก
เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องดีกว่า อนาคตของฉันนั้นอันที่จริงไม่เคยวางแปลนตายตัว แต่ก็มีขอบข่าย ขอบเขต คืออยากเรียนจบให้เร็วๆ จะได้มีงานทำดีๆ เงินเดือนแน่นอน...ก็ต้องสูงๆ จะได้สบาย ใครๆก็อยากสบายกันทั้งนั้น ต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่(กตัญญู) ต้องจ่ายค่ารถ ค่าบ้าน (ขยัน) ไหนจะค่าของใช้จิปาถะอีกสารพัด อนาคตเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดลวงหน้า และส่วนมากก็เข้าข้างตัวเองตลอดแหล่ะ จะได้มีกำลังใจยัง
พูดไปพูดมาอนาคตนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งที่มันมาไม่ถึงสักทีว่าไหม ฉันก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงอนาคต รู้แต่ว่าเมื่อวานเป็นอดีต วันนี้ เป็นปัจจุปัน และพรุ่งนี้นะแหละที่เป็นอนาคต ฉันรู้แค่นี้จริงๆ เพราะแค่นี้มันก็ยากเหลือเกินที่จะคาดเดา ว่าพรุ่งนี้ในอีกไม่กีชั่วโมงจะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้จะเจออะไรบ้าง จะอารมณืดี โมโหทั้งวัน หรือเดินเหยียบขี้หมา หรือถูกพวกจิ๊กโฏ๋ตีหัวแต่....แต่ใช่ว่าสิ่งเหล่านั้จะเลี่ยงไม่ได้ เราสามารถเลี่ยงมันได้ และสามารถที่จะกำหนดโปรแกรมได้ว่าจะทำอะไร ที่ไหนเมื่อไหร เพราะว่าการที่เราวางแผนอนาคตไว้แต่เนิ่นๆ ก็สามารถทำให้เรามีเป้าหมายและทำอะไรได้ราบลื่นสะดวกขึ้นอีกตั้งเยอะ
การคิดถึงอนาคตนั้น เป็นสิ่งที่ควรทำคืดว้บ้างก็ดี คิดเล่นๆแก้สมองว่าง อีกหนึ่งชั่วโมงข้างหน้าก็ถืออนาคตเหมือนกัน (ก็เพราะมันยังมาไม่ถึงนี่)
ดังนั้น คำว่าอนาคตของฉันของฉันนั้น มันไม่ได้ไกลเกินกว่าจะคาดเดา เพราะอนาคตของฉันมันไกลแค่ 1 ชั่วโมงเอง อย่ายึดติดกับอนาคตมาก เพราะอนาคตสักวันมันก็เป็นปัจจุบัน และอดีตในที่สุด

วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2551

งานเลี้ยง ที่ (ไม่)มีวันเลิกลา.....


งานเลี้ยง? ให้ตายเถอะเรียกว่าแถบนับครั้งได้เลย
...งานเลี้ยง...อันที่จริงฉันไม่ค่อยชอบมันนักหรอก คนเยอะ เรื่องแยะ วุ่นวายไปหมด เห็นจะมีก็แต่คนอื่นๆ เท่านั้นแหละที่ชอบงานเลี้ยง แต่ฉัน...โอ้ว
อันที่จริงการจะไปงานเลี่ยงนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตมากมาย แต่ให้ที่ใหญ่โตและดูน่าปวดหัวที่สุดสำหรับฉัน คงจะเป็นไอ้การที่หาชุดที่ใส่ไปร่วมงานมากกว่า ยุ่งยากซะไม่มีกับวิธีการที่สรรหามาทำให้ตัวเองดูดีขึ้นนั้น ตั้งแต่หัวจรดเท้า อืม...ประโคมมันเข้าไป
เมื่อต้นก่อนเพื่อนเก่า เพื่อนแก่ก็กริ๊งกร๊างมาหา แล้วบอกว่า โรงเรียนเก่าจะมีงานเลี้ยงรุ่น อันที่จริงมันก็เป็นโรงเรียนเล็กๆ ตอนฉันอยู่ แต่พอฉันออกดูเหมือนว่าพื้นสนามโรงเรียนมันจะสูงขึ้นนะเพื่อนบอก ตอนแรกฉันก็อิดออดไม่อยากไป มันจะอะไรกันนักหนา ไอ้เพื่อนตัวดีก็ชวนอยู่ได้ สุดท้ายไปก็ไป บอกมันแค่ไปนั่งแป๊บเดียวก็กลับนะ
โต๊ะจีนถูกจัดขึ้นที่กลางสนามฟุตบอล ดูใหญ่โตมาก ฝุ่นก็เยอะเช่นกัน ได้นั่งแถวหน้าเวทีอีก หูจะระเบิด งานก็ดำเนินไปตามปกติมีดนตรี มีการแสดงของเด็กรุ่นน้อง ดูไปดูมาก็เพลินตาดี พวกเราไปกันไม่ครบโต๊ะเลยได้นั่งรวมกับกลุ่มอื่น น่าจะเป็นรุ่นพี่ 2-3 ปี พูดก็มาก ปากก็เสีย บังเอิญมันเป็นผู้ชายซะเกือบครึ่งโต๊ะ ฉันนี่ทั้งเกร็งและทั้งเบื่อ คิดในใจไอ้-- พูดมากน่ารำคาญ เสียงก็ดัง ฉันได้แต่นั่งจิบน้ำเขียวไปพรางๆ ไอ้พวกนั้นกินเหล้าจนจะไปมีเรื่องกับโต๊ะข้างๆ ขอบอกว่าหายใจไม่ค่อยคล่องเลย กลัวโดนลูกหลง
ยังเหลือที่นั่งอีก 2 ที่ว่างอยู่ แต่ฉันก็ไม่ได้ถามอะไร ได้แต่น่งเงียบๆ และภาวนาว่ามึงอย่ามาเลยยยยย สาธุ อาหารเริ่มทยอยลงโต๊ะ การแสดงก็ยังคงมีต่อไป ตอนนี้ฉันเริ่มเบื่อและอยากกลับเต็มแก่ สะกิดชวนเพื่อนยิกๆ มันก็ไหลไปเรื่อยคุยกับคนนั้นที คนนี้ที ฉันก็เลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ เซ็งโครตทางโรงเรียนไม่เปิดห้องน้ำ แต่กลับให้ใช้บริการ รถสุขา อันนี้ก็ไม่เข้าใจ ไม่เป็ไรก็ดีกว่าไม่ได้เข้า
ฉันกลับมานั่งที่โต๊ะ อาหารเริ่มที่จะทยอยมากขึ้น ไอ้พวกรุ่นพี่ก็กรึ่มๆๆ จะเมาแหล่ไม่เมาแหล่ อันนี้ก็ไม่ทราบ คิดว่ามันกวนตีน ฉันนั่งลง ตูดยังไม่ถึงเก้าอี้ดี ก็สะดุ้งตกใจเมื่อมมือของใครคนหนึ่งมาแต่ที่เอว ฉันหันไปมองด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก เขาคนนั้นยิ้มและกล่าวขอโทษ ฉันได้แต่งง อะไร หน้าแต่ก็ดีแต่ทำไงเป็นงี้ และงงยกกำลังเพราะเขาอ้อมไปนั่งตรงข้ามกับฉัน ดูไปดูมาหน้าคลับคล้ายคลับคลา ที่สำคัญหล่ออีกด้วย เขาเงียบ และฉันก็ยังเงียบเช่นเดิม
คนในโต๊ะแนะนำให้เรารู้จักกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักฉันมาก่อนแล้ว อ้ฉันเองก็รู้สึกอย่างนั้น สุดท้ายก็ถึงบางอ้อ เขาคือเพื่อนฉันเองสมัยตอนม. ต้น เพื่อนรู้ใจเสียด้วย เราคบกันได้แค่ 2 ปีกว่า ๆ แล้วก็แยกกันเพราะฉันย้ายโรงเรียน เขายังวนเวียนอยู่แถวนี้ เราจากกันด้วยดี...มั้ง ตอนนี้เขาดูเปลี่ยนไปมากดูหล่อและน่ารักที่สุด น่าเสียดาย ฉันคิดได้แค่นั้นจริงๆในตอนนั้น เราคุยกันน้อยมาก ฉันพยายามชวนเขาคุย แต่เสียงก็หายลงคอไปหมด ส่วนเขาเองก็ได้แต่มองหน้าฉันแล้วยิ้ม รอยยิ้มเขาดูเปลี่ยนไปนะ ฉันรู้สึกได้....
บนเวทีเริ่มมีการจับสลากของรางวัล ส่วนฉันก็ไม่ได้หวังอะไร ก็ฉันไม่เป็นคนไม่มีดวงเรื่องนี้อยู่แล้ว ฉันเห็นเวลามันก็ดึกมากแล้ว และอยู่ไปคงจะแย่ เลยชวนเพื่อนกลับ ไอ้นั่นก็ไม่อยากกลับ แต่ฉัยังยืนยันคำเดิมว่าจะกลับให้ได้ สุดท้ายมันชนะ ฉันต้องอยู่ต่อ...จนงานเลิก งานเลิกแล้ว เราเดินกลับออกจากงาน พูดคนก็เริ่มกลับเช่นกัน รถหน้างานติดน่าดู ชวนหงุดหงิดเป็นที่สุด ระหว่างที่รอเพื่อนไปเอารถ ฉันเห็นเขายืนอยู่ ก็เดินเข้าไปกะจะร่ำ เราเริ่มถามสารทุกข์สุกดิบกัน ฉันดีใจที่เขายังเป็นห่วงฉันเหมือนเดิม ฉันเลยถามเขาถึงเรื่องความรักกับคนใหม่ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตามประสาเพื่อนกัน เขายิ้มอย่างอายๆ ดูน่ารักมาก สักพักก็มีมอ"ซต์คันหนึ่งมาจอดใกล้ เขาตอบสั้นๆ ว่า ก็ดี เรื่อยๆ และแนะนำคนบนรถให้ฉันรู้จัก ว่าเป็นแฟนเขา .........ผู้ชาย เกย์...ตุ๊ด...อุ๊ย...อ้าว...เฮ้ย....เป็นงี้สะงั้น ฉันเงียบไม่ยิ้ม ไม่พูด เงียบ...เงียบ...เงียบจริงๆ ก็คนมันอึ้งนิ
เพื่อนฉันก็ขี่รถมาพอดี ฉันก้าวขึ้นรถไม่ได้กล่าวลาอย่างเป็นพิธี แค่ก้มหัวให้เขาเท่านั้น เขาก็เช่นกัน ก้มหัวให้ฉันแล้วเขาก็ก้าวขึ้นรถ ไป ฉันนั่งเงียบตลอดทางจนถึงบ้าน พอถึงบ้านปุ๊บโทรศัพท์ก็ดัง เป็นเบอร์เค้า ฉันไม่เคยเปลี่ยนเบอร์ เขาก็ไม่เคยเปลี่ยนเบอร์ ฉันไม่ได้รับ กดสายทิ้ง และฉันก็โทรกลับไปหาเขา เขาขอโทษและพยายามอธิบาย แต่ฉันไม่อยากฟัง เพราะ........ฉันเข้าใจเขา...ที่สุด
งานเลี้ยงวันนั้นมันน่าเบื่อและไม่สนุกเอาซะเลย ไม่ใช่เพราะเขา เพราะอันที่จริงฉันก็มีคนใหม่เช่นเดียวกัน แต่แค่งง และเป็นห่วงเขา
ตอนนี้เราก็ยังติดต่อกันอยู่ แต่อยู่ในฐานะเพื่อน เขามีปัญหาก็โทรมา ฉันมีปัญหาก็เล่าให้เค้าฟังเช่นกัน แต่ยังไงก็ต้องขอขอบใจงานเลี้ยง ที่ฉันไม่เคยโปรดปราน เพราะมันทำให้ฉันได้เพื่อนที่แสนดีคนหนึ่งกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงฐานะของเราจะเปลี่ยนไป แต่ฉันกลับรู้สึกดีกว่าตอนนั้นเสียอีก...ขอบคุณงานเลี้ยง... รุ่น